เมืองน่าน หรือนันทบุรีตามการผูกชื่ออย่างบาลีนั้น หมายถึงเมืองแห่งความปรีดาปราโมทย์ม่วนสุข เมืองที่ชาวน่านภูมิใจว่า เป็นที่รวมของศิลปกรรมชั้นยอดทุกแขนง จิตรกรรมที่วัดภูมินทร์ ประติมากรรมพุทธศิลป์ที่หลอมความงามจากสามเมือง คือเชียงใหม่ หลวงพระบาง สุโขทัย และหัตถศิลป์ชิ้นเด็ด ดังจะเขียนเล่าต่อไปนี้ คือผ้าทอเมืองน่าน
นันทบุรีมีของดีสมคำเล่า บรรดาผ้านุ่งครัวใบโดยเฉพาะผ้าซิ่น น่านมีหลากหลายรูปแบบที่สุด ใครสะสมซิ่นน่านต้องละลานใจ ของดีของงามล้วนกองก่ายอยู่ที่นี่ อย่างนางพญาแห่งผ้าซิ่นหนึ่งในซิ่นเบญจภาคีอันดับที่ ๔ นั้น นั่งคิดชื่ออยู่ ๓ วัน ๔ คืน จึงตื่นใจกว่าจะได้นามว่า ซิ่นจกวิเศษเมืองน่าน และต่อไปนี้เป็นคำให้การของเจ้าของ รองศาสตราจารย์ ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล ชาวนันทบุรี จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกี่ยวกับซิ่นจกวิเศษ ดังกล่าว
"เมืองน่านมีผ้าซิ่นหลากหลาย ความงามของซิ่นเมืองน่านคงเพราะการฟั่นเอาสุดยอดของงานหัตถศิลป์ ลื้อ ลาว ยวน หลอมรวมกันจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ดังซิ่นสองผืนนี้ ผืนแรกเป็นซิ่นน่านจากเวียงสา ชาวบ้านเรียกว่าซิ่นหล่ายน่าน หมายถึงเวียงอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำน่าน อีกผืนหนึ่งน่าจะทอจากแหล่งเดียวกัน เชิงเป็นจกลายห่างอย่างรูปแบบเชียงแสน โดยปกติความงามทั้งหมดของผ้าซิ่นจะอยู่ที่เชิง หรือที่เราเรียกว่าตีน หากแต่จกน่านวิเศษกลับห่มเสน่ห์ไปทั้งผืน คือ ตัวก็งาม เชิงก็งาม สีก็งาม เป็นซิ่นสามดูกหรือเย็บสามตะเข็บซึ่งพบน้อยมาก มีเทคนิคเชิงช่างหลากหลาย เชิงเป็นจกบนพื้นแดง ตัวซิ่นใช้เทคนิคขิด ลายน้ำไหลเป็นเกาะล้วง และแซมด้วยมัดหมี่"
ผู้เชี่ยวชาญผ้ายวน ลื้อ ลาว กล่าวต่อไปว่า "เท่าที่ได้พบ ซิ่นจกวิเศษเมืองน่านในอารมณ์นี้มีไม่เกิน ๒๐ ผืน กล่าวคือนอกจากสองผืนนี้แล้ว พบที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศสำนักงานภาคเหนือ ส่วนผืนอื่นๆ คงอยู่ที่นักสะสมผ้า ฟังท่านเล่าต่ออีกดีกว่า หากเราพูดถึงซิ่นน้ำไหลใจของหลายท่านคงนึกถึงซิ่นที่ทอตามการส่งเสริมของทางการ ไหลทั้งตัวคือขายซิ่นพร้อมเสื้อชิ้นละหกร้อย หากแต่ในความเป็นจริง ลายน้ำไหลพบเห็นได้ทั่วไป อย่างซิ่นลุนตยา อฉิกของพม่า เป็นต้น ตัวซิ่นวิเศษสองผืนดังกล่าว มีลายนาค ลายดอกแก้ว สลับกับขิดและมัดหมี่ การให้สีย้อมเป็นสีน้ำครั่งแดงก่ำนั้นงามอย่างลงตัว ที่น่าสังเกตคือ ซิ่นจกวิเศษน่าน เหมือนไม่มีร่องรอยการใช้ เก่าเพราะการเก็บรักษา มิใช่เก่าเพราะการใช้งาน หรือจะเป็นไปได้ว่า เป็นซิ่นที่ใช้ในพิธีกรรมเท่านั้น อย่างซิ่นลื้อเมืองฮุนประเทศลาว ที่ถือเป็นซิ่นมูนมัง มรดกตกทอดตั้งไว้บนหิ้งเพื่อการบูชา พอปีหนึ่งยามหนึ่งมีพิธีกรรมก็นำออกมาใช้สืบรุ่นต่อรุ่นนับเนื่องมายาวนาน และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบเห็นได้น้อยผืน เพราะคนไม่ได้ใช้จึงไม่มีการทอเพิ่ม"
ปิดท้ายด้วยเรื่องตำนานซิ่นจกวิเศษเมืองน่านผืนหนึ่งดีกว่า เขาเล่าขานกันในเมืองน่านมานานแล้ว พ่อครูทรงศักดิ์ บอกว่า คนสวยมักอาภัพ คงจะจริง ผ้าซิ่นผืนสวยก็อาภัพได้เหมือนกัน เรื่องมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายงามจากเมืองไกล ได้ไปพบซิ่นจกวิเศษเมืองน่าน ที่เมืองนันทบุรี อยู่กับนางผู้เป็นเจ้าของอันล่วงวัยกลางคนแล้ว ซิ่นผืนดังกล่าวสืบเชื้อเครือสายมาหลายชั่วคน ชายงามจึงอ่อยคำหวานหว่านหวังว่า หากเชื่อมั่นในรักแท้และนามบัตรที่ให้ไว้พร้อมกับเงินอีกสองร้อย จงน้อมใจยกซิ่นผืนนี้ให้หยิบยืมไปสำเนาลวดลาย ณ เมืองฟ้าอมรเถิดเพียงเวลาไม่เกินสองจันทร์แรม จกวิเศษเมืองน่านจะคืนเรือนพร้อมเกียรติบัตรอันทรงสง่า นางผู้ปรานีก็เอ็นดูเชื่อตาม...กาลเวลาผ่านไปนับขวบเข้าปีที่ ๒๐ ก่อนที่ผู้รอคอยจะละสังขารไปเมื่อ ๒ ปีก่อน นางเล่าให้ลูกหลานฟังว่า หวังจะใส่ซิ่นผืนนี้ไปเฝ้าพระธาตุเจ้าจุฬามณีบนสรรค์ หากแต่ชายงามผู้นั้นหาได้หวนคืนไม่ และตอนที่นางหับตาลาไกล ในมือยังกำนามบัตรยับย่นเปื้อนหวังและรอคอย
แหล่งข้อมูล http://nan.gooru.info/node/26